
ตลาดอีโคคาร์ ของ ซูซูกิ สวิฟท์ 2012
หลังจากเข้ามาทำตลาดในบ้านเราพักใหญ่ กวาดลูกค้าไปอยู่ในมือเป็นจำนวนมาก วันนี้ค่ายซูซูกิประกาศลั่นกลองรบอีกเที่ยว หลังจากอาวุธชิ้นใหม่ที่ซุ่มพัฒนาและใช้งบฯลงทุนไปกว่า 7 พันล้านบาท เพื่อเข้าร่วมโครงการรถยนต์นั่งขนาดเล็กประหยัดพลังงาน หรือ อีโคคาร์ของรัฐบาลไทย ได้ฤกษ์เปิดตัวและพร้อมลุยตลาดอย่างจริงจัง
“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสได้ร่วมพูดคุยกับ “วัลลภ ตรี ฤกษ์งาม” ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขาย บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งให้ความมั่นใจกับอาวุธตัวใหม่ และตลาดที่เปิดกว้าง ใครมีโอากสฉกฉวยได้มากเท่าไหร่ก็ทำไป
- เปลี่ยนเครื่องมาเป็น 1.2 ลูกค้ารับได้ ?
ก่อนหน้านี้เราได้มีการสำรวจจากกลุ่มลูกค้า “สวิฟท์คลับ” มาแล้ว ผลตอบรับจากตรงนี้ถือว่าค่อนข้างดี และลูกค้าส่วนใหญ่เข้าใจว่าอีโคคาร์ที่กำลังจะออกสู่ตลาดนี้เป็นคนละเซ็กเมนต์กัน ลูกค้ารู้ว่าอีโคคาร์เป็นรถใช้เพื่อชีวิตในเมืองอย่างคุ้มค่า ประหยัด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
เครื่องยนต์ 1.5 ลิตรนั้นถือว่ากลุ่มลูกค้าค่อนข้าง “ยูนิค” และมีความเป็นตัวของตัวเองค่อนข้างสูงมาก ๆ แต่สวิฟท์อีโคคาร์คันนี้ เราจะเน้นตลาดแมสมากขึ้น และเป็นรถทางเลือกสำคัญ ซึ่งทำให้ลูกค้าหันมาใช้รถที่ประหยัดเพิ่มมากขึ้น
- เป้าหมายวางไว้อย่างไร
อย่างที่ท่านประธานทาคายูคิ ซูกิยามา ได้บอกไปก่อนหน้านี้ว่า เราตั้งเป้าว่าจะขยายอีโคคาร์ปีนี้ประมาณ 10,000 คันนั้นเป็นเป้าหมายขั้นต่ำสุดของซูซูกิ เพราะเราเชื่อว่าจะสามารถทำยอดขายได้มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน ขณะที่ตลาดส่งออก
ในปีนี้ทำได้แน่นอน แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถบอกระยะเวลาและรายละเอียดต่าง ๆ ได้ และเห็นว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2552 เรามียอดขายที่ 2,600 คัน ปี 2553 มียอดขาย 5,600 คัน ปี 2554 มียอดขายเพิ่มเป็น 9,688 คัน และปีนี้เมื่อเรามีอีโคคาร์ออกสู่ตลาดอีกประมาณ 15,000 คัน เราจะทำให้มีส่วนแบ่งตลาดระดับ 2% ให้ได้
- กระแสตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างไร
ตอนนี้เรามียอดจองรถอย่างไม่เป็นทางการแล้วจำนวนหนึ่ง ซึ่งถือว่าเกินความคาดหมาย ทีมงานเราก็ต้องมีการประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวันไปจนกว่าจะถึงวันเปิดตัว รอบสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 มี.ค.นี้ และในงานมอเตอร์โชว์วันที่ 26 มี.ค.-8 เม.ย.นี้ รถซูซูกิสวิฟท์ลอตแรกพร้อมส่งมอบได้ทันทีในเดือนเมษายน
- กลุ่มลูกค้าสวิฟท์ คือใคร
อย่างที่บอกว่ากลุ่มลูกค้าของเราเป็นกลุ่มคนที่เน้นความคุ้มค่า ชีวิตในเมือง เรามองว่าหนึ่งในกลุ่มลูกค้าของอีโคคาร์ 20-30% จะเป็นกลุ่มคนที่เปลี่ยนพฤติกรรมจากเดิมที่ใช้รถปิกอัพ และไม่เคยใช้รถเพื่อบรรทุกหันมาเป็นอีโคคาร์ รวมทั้งกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับราคาพลังงาน, กลุ่มผู้หญิงที่เปลี่ยนมาใช้รถยนต์นั่งขนาดเล็กมากขึ้น, กลุ่มนักศึกษาจบใหม่, ข้าราชการที่ได้รับการปรับเงินเดือน, เกษตรกรที่ไม่ต้องการใช้รถปิกอัพ และรวมไปถึงกลุ่มผู้ที่ได้รับผลบวกจากการปรับอัตราค่าครองชีพของภาครัฐ ทำให้มีความสามารถในการผ่อนชำระรถยนต์ได้ ที่เดือนละประมาณ 4-5 พันบาทได้
เราเชื่อว่าเมื่อเราส่งสวิฟท์ทำตลาด รถคันนี้จะปรับเปลี่ยนมุมมองและความคิดของลูกค้าที่มองว่าอีโคคาร์คือรถ กระป๋องนั้นออกไปจากความคิดได้เลย เรากล้าพูดว่าอีโคคาร์คือรถที่ให้แวลู หรือเป็นรถที่ช่วยเพิ่มมูลค่า
- ประเมินการแข่งขันในตลาด
ตลาดอีโคคาร์ซูซูกิ เรามองว่าเป็นตลาดที่ไม่ต้องแข่งขันกันมากนั้น เหมือนจับปลาในทะเล ใครสามารถผลิตและขายได้เท่าไร ก็ทำไป เพราะความต้องการในตลาดมีค่อนข้างมากอีกสิ่งหนึ่งที่เรามั่นใจ คืออีโคคาร์จะสามารถดึงกลุ่มลูกค้าที่เป็นกลุ่ม
ผู้ ใช้รถยนต์มือสองมาได้อีกจำนวนหนึ่ง เนื่องจากเมื่อคำนวณอัตราค่าผ่อนส่งแล้ว รถยนต์มือสองมีค่างวดและดอกเบี้ยที่แพงกว่า ขณะที่อีโคคาร์ผ่อนเดือนละไม่เท่าไร แถมยังได้รถใหม่ และยังเข้าร่วมในโครงการรถยนต์คันแรกของรัฐบาลด้วย เรายังเชื่อว่ากลุ่มลูกค้าระดับบี-คาร์ ที่มีการผ่อนค่างวดเดือนละ 8,000-10,000 บาท ซึ่งวันนี้เป็น “พีระมิด” ฐานใหญ่ ก็จะลงมาเล่นตลาดนี้ด้วย
- ตลาดหลักอีโคคาร์ของซูซูกิ อยู่ในรุ่นใด
สำหรับรถธงที่น่าจะเป็นตัวทำตลาดของเรา น่าจะเป็นตัวท็อป และตัวเกียร์อัตโนมัติรุ่นล่าสุด ซึ่งเรามองว่ากำลังซื้อน่าจะอยู่ที่ 2 รุ่นนี้เป็นหลัก เนื่องจากระดับราคาขายจะอยู่ที่ 4-5 แสนบาทเท่านั้น
- มองว่าตลาดปิกอัพโตน้อยลง
แน่นอน ซูซูกิเชื่อว่าตลาดปิกอัพจะมีอัตราการเติบโตลดลง แม้ว่าช่วงที่ผ่านมา เหตุการณ์น้ำท่วมจะมีผลในเชิงจิตวิทยา แต่ในชีวิตจริง กลุ่มผู้บริโภคมีความกังวลในเรื่องของราคาน้ำมันมากกว่า แถมตลาดอีโคคาร์ยังจะได้กลุ่มเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการขับรถปิกอัพด้วย
- ความพร้อมงานหลังการขาย
จะเห็นว่าในช่วงที่ผ่านมา หลังจากเราเข้ามาทำตลาด เรามีโชว์รูมและศูนย์บริการ 10 แห่ง แต่ในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ขยายเพิ่มเป็น 64 แห่ง และภายในปี 2558 เราจะขยายเพิ่มเป็น 100 แห่ง ตามแผนงาน วันนี้เรามีความเชื่อมั่นว่าเป้าหมายตรงนี้ ซูซูกิจะทำได้เร็วกว่าแผนอย่างแน่นอน ปีนี้จะเป็นปีที่เราเน้นนโนยายด้านความสัมพันธ์กับลูกค้า หลังจากปี 2554 ที่ผ่านมา
เราเริ่มดำเนินการสร้างความสัมพันธ์กับดีลเลอร์ มีการจัดอบรมทีมงานค่อนข้างเยอะ ตลอดช่วงที่ผ่านมา เราเตรียมงบประมาณไว้ถึง 400 ล้านบาท สำหรับการอบรมเพิ่มเติมตรงนี้อย่างเต็มที่
อย่างที่บอกว่า ปลาในตลาดมีค่อนข้างมาก ดังนั้น ซูซูกิ สวิฟท์ จะเป็นรถที่คุ้มค่าระดับบี-คาร์ แต่ราคาแค่อีโคคาร์
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

